อิฐมวลเบา เป็นหนึ่งในวัสดุก่อสร้างที่ได้รับความนิยมและถูกนำมาใช้ในการก่อสร้างกันอย่างแพร่หลาย เพราะคุณสมบัติที่มีความแข็งแรง ทนทาน รวมถึงยังตอบโจทย์ในแง่ของการนำมาใช้งานอย่างหลากหลาย ตั้งแต่การติดตั้งไปจนถึงการอยู่อาศัยภายในบ้าน นอกจากนี้จากการที่อิฐมวลเบาได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีกระบวนการผลิตออกเป็นหลายแขนง เพื่อตอบสนองความต้องการในการใข้งานแต่ละระดับ และประเภทต่าง ๆ

การแบ่งประเภทของอิฐมวลเบาโดยทั่วไป

1. การผลิตอิฐมวลเบาที่ไม่ผ่านกระบวนการอบไอน้ำภายใต้แรงดันสูง (Non-Autoclaved System)

กระบวนการผลิตรูปแบบนี้จะสามารถแบ่งเป็นประเภทย่อยได้อีกสองประเภท ได้แก่

การใช้วัสดุเบาในกระบวนการผลิต เช่น เม็ดโฟม ขี้เลื่อย ขี้เถ้า หรือชานอ้อย ทำให้คอนกรีตประเภทนี้มีคุณสมบัติที่เบา แต่จะมีอายุการใช้งานที่ลดลง และหากเกิดกรณีเพลิงไหม้สารที่อยู่ในวัสดุอาจเป็นพิษต่อผู้ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง

ผลิตโดยใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติทำให้คอนกรีตฟู และทิ้งให้คอนกรีตแข็งตัว คอนกรีตประเภทนี้จะมีการหดตัวมากกว่า ทำให้ปูนฉาบแตกร้าวได้ง่าย และไม่ค่อยแข็งแรง

2. การผลิตอิฐมวลเบาโดยกระบวนการอบไอน้ำภายใต้แรงดันสูง (Autoclaved System)

กระบวนการผลิตประเภทนี้ก็สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทเช่นกัน นั่นก็คือ

  • Lime Base การใช้ปูนขาวเป็นส่วนผสมในการผลิต ซึ่งเป็นวิธีที่คุมคุณภาพระหว่างการผลิตได้ยาก ทำให้มีคุณภาพที่ไม่ค่อยสม่ำเสมอ มีการดูดซึมน้ำค่อนข้างมากกว่า
  • Cement Base  ใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท 1 เป็นส่วนผสมหลักในกระบวนการผลิต ซึ่งข่วนให้คอนกรีตแข็งแรง และทนทานกว่าการผลิตในลักษณะอื่น ๆ 

สำหรับมาตรฐานการผลิตของอิฐมวลเบายังมีอีกสิ่งที่แตกต่างกัน ทีมงานเชื่อว่าใครหลาย ๆ คนน่าจะเคยเห็นผ่านตามาบ้างนั้นก็คือชั้นคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ชั้น นั่นก็คือ G2 G4 G6 และ G8 แต่โดยทั่วไปแล้วในประเทศไทยที่พบเห็นกันอยู่บ่อยๆ คือ ชั้นคุณภาพ G2 และ G4 หากจะว่ากันง่ายๆ ก็คือชั้นคุณภาพที่มากกว่าจะมีความแข็งแรงที่มากขึ้นนั่นเอง

ข้อมูลเปรียบเทียบความแตกของอิฐมวลเบา ชั้นคุณภาพ G2 และ G4

ชั้นคุณภาพ

ความต้านทางแรงอัด (นิวตัน : ตร.มล.)

ชนิดความหนา

ความหนาแน่นชิงปริมาณโดยเฉลี่ย

2

2.5

0.4

0.5

0.31 ถึง 0.40

0.41 ถึง 0.50

4

5.0

0.6

0.7

0.8

0.51 ถึง 0.60

0.61 ถึง 0.70

0.71 ถึง 0.80

6

7.5

0.7

0.8

0.61 ถึง 0.70

0.71 ถึง 0.80

8

10.0

0.8

0.9

1.0

0.71 ถึง 0.80

0.81 ถึง 0.90

0.91 ถึง 1.00

จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปข้อแนะนำในการใช้งานได้ว่า อิฐมวลเบา G2 เหมาะสำหรับการใช้ก่อสร้างผนังที่มีโครงสร้างเสาและคาน เนื่องจากมีกันป้องกันความร้อนได้ดี และยังมีความแข็งแรงทนทานที่ได้มาตรฐาน ส่วนสำหรับอิฐมวลเบา G4 นั้นเหมาะสำหรับการก่อสร้างผนังที่ไม่มีเสา และคาน เพื่อต้องการความแข็งแรงเพิ่มพิเศษของตัววัสดุที่ใช้ก่อสร้างนั่นเอง

อิฐมวลเบา G4

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *