การทำการ Online Marketing (Digital Marketing) ไม่ใช่เพียงแค่การซื้อโฆษณาบนแพลตฟอร์มออนไลน์เท่านั้น แต่เป็นการทำกิจกรรมทางการตลาดทั้งหมดบนพื้นที่ออนไลน์ การทำ Online Marketing เป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน องค์กร หรือธุรกิจต่างๆ ต่างก็ให้ความสำคัญกับการใช้พื้นที่บนสื่อออนไลน์มากขึ้น และ พฤติกรรมของผู้บริโภคเองก็เปลี่ยนมาอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น แล้วการทำ Online Marketing ควรเริ่มต้นจากอะไร BUILK Creative House มีคำตอบค่ะ
ขั้นตอนที่ 1 ต้อง “รู้จักตัวเอง”
ในขั้นแรก เราจำเป็นต้องรู้จักตัวเองให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติต่าง ๆ ของสินค้าและบริการที่เราต้องการขาย การคำนวณราคาของสินค้า สถานที่จัดจำหน่าย รวมถึงกลยุทธ์การตลาดในระยะแรกเริ่ม สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำการตลาดสำหรับทุกธุรกิจ เราจึงต้องวิเคราะห์ข้อมูลและวางแผนออกมาอย่างละเอียดรอบคอบ นอกจากนี้ หากเราเป็นเจ้าของธุรกิจ เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการบริหารบุคลการ และ องค์กรของเราด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคัดเลือกพนักงานให้เหมาะสมกับตำแหน่ง การบริหารการทำงานภายในองค์กร ในส่วนนี้อาจควบคุมได้ด้วยการจัดอบรมให้กับพนักงาน เพื่อสร้างความเข้าใจในระบบการทำงานของธุรกิจมากขึ้นค่ะ ท้ายที่สุดคือเรื่องของการดูแลสภาพแวดล้อมขององค์กรให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายมากที่สุด ตัวอย่างเช่น การมีทางเลือกที่หลากหลายในการซื้อสินค้าและชำระเงิน มีพนักงานคอยให้คำปรึกษา เป็นต้น ฉะนั้นแล้ว ยิ่งเรารู้จักตนเองมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้เราสามารถวางแผนกลยุทธ์ในการทำ Online Marketing ได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
สำหรับผู้ที่ยังไม่มีสินค้าหรือบริการที่ชัดเจน แต่มีความสนใจในการทำ Online Marketing สิ่งสำคัญอันดับแรก คือ เราต้องค้นหาตนเองว่า เราสนใจอยากมีธุรกิจที่ขายสินค้าหรือบริการประเภทไหน เรามีความถนัดในด้านใดเป็นพิเศษหรือไม่ หรือ ศึกษาเพิ่มเติมว่าภายในอนาคตจะมีสินค้าหรือบริการประเภทใดที่จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น อาจจะศึกษาจากเทรนด์ของตลาดในต่างประเทศก็ย่อมได้ค่ะ การศึกษาหาข้อมูลก่อนทำธุรกิจจะช่วยให้เรามีไอเดียใหม่ๆสำหรับการทำธุรกิจ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดของการทำธุรกิจ คือ เราต้องหาความแตกต่างระหว่างสินค้าของเรากับสินค้าของเจ้าอื่นใน Category เดียวกันให้ได้ เพื่อสร้างจุดแข็งที่ไม่มีใครเหมือนนั่นเอง
ขั้นตอนที่ 2 ต้อง “รู้จักกลุ่มเป้าหมาย”
ขั้นตอนที่สองคือการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย เมื่อมีสินค้าที่ต้องการขายแล้ว เราต้องกำหนดว่าใครจะเป็นลูกค้าของเราบ้าง ซึ่งการกำหนดกลุ่มเป้าหมายต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อให้สามารถทำการสื่อสารได้ตรงกับความต้องการของลูกค้าตัวจริง ทั้งนี้ เพื่อการจำลองกลุ่มเป้าหมายออกมาให้เหมือนกับผู้บริโภคคนหนึ่งมากที่สุด เราต้องมีข้อมูลในส่วนของ ข้อมูลประชากรศาสตร์ (Demographic) และ ข้อมูลในเชิงพฤติกรรม (Phychographic) หลังจากนั้น เราจึงนำข้อมูลที่ได้มากำหนดเป็น Audience Persona เพื่อให้เห็นภาพของลูกค้าของเราได้ชัดเจนขึ้นนั่นเองค่ะ (อ่านบทความเพิ่มเติม : รู้จักลูกค้าของเราให้มากขึ้นด้วย Audience Persona)
ขั้นตอนที่ 3 ต้อง “รู้จักคู่แข่ง”
ขั้นตอนที่สามคือการรู้จักคู่แข่ง ในขั้นตอนนี้เราต้องศึกษาตลาดทั้งหมดว่ามีธุรกิจใดบ้างที่ขายสินค้าใน Category เดียวกันกับเรา และจากที่กล่าวมาข้างต้นว่าเราต้องหาสิ่งที่เป็นข้อแตกต่างระหว่างสินค้าของเราและสินค้าของแบรนด์คู่แข่ง เพราะหากสินค้าที่มีอยู่ในตลาดไม่มีความแตกต่างกันเลย เราอาจเป็นเพียงแค่หนึ่งในตัวเลือกของผู้บริโภค แต่เราจะไม่ถูกเลือกเพราะผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าแบบเดียวกันจากแบรนด์คู่แข่งเจ้าอื่นๆ ได้นั่นเอง
ขั้นตอนที่ 4 ต้อง “สร้างตัวตน”
ขั้นตอนที่สี่คือการสร้างตัวตน การมีตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจนจะทำให้ผู้บริโภคจดจำตัวสินค้าและแบรนด์ของเราได้มากขึ้น เราต้องมีการสร้าง อัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) ทั้งในด้านกายภาพ หรือ สิ่งที่ผู้บริโภคสามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ เช่น สีของแบรนด์ โลโก้ การใช้ฟอนต์ รูปแบบของผลิตภัณฑ์ สิ่งเหล่านี้เป็นอัตลักษณ์ที่เราต้องนำเสนอออกมาเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดภาพจำต่อแบรนด์ได้ แม้จะไม่เห็นสินค้าก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น เมื่อพูดถึงน้ำอัดลมที่แบรนด์ใช้สีแดง ผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงโค้กนั่นเองค่ะ
นอกจากภาพลักษณ์ภายนอกที่ต้องการให้ผู้บริโภคจดจำได้แล้ว เรายังต้องกำหนดบุคลิกภาพของแบรนด์ (Brand Persona) ด้วยค่ะ เช่น กำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ของแบรนด์ กำหนดตำแหน่งทางการตลาด (Brand Positioning) ซึ่ง Position เป็นเหมือนจุดยืนที่ครอบคลุมทุกการเคลื่อนไหวของแบรนด์ ไม่ว่าเราจะผลิตสินค้าใหม่ หรือ ออกคอนเทนต์ใหม่ เราจะต้องคำนึงถึง Position ที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก ทั้งนี้ Position ทำให้แบรนด์มีภาพลักษณ์ที่มั่นคงและภาพรวมของแบรนด์จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน (อ่านบทความเพิ่มเติม : สร้างแบรนด์ให้โดดเด่นและเป็นที่จดจำ ด้วย Brand Persona)

ขั้นตอนที่ 5 ต้อง “สื่อสารอย่างสม่ำเสมอ”
ขั้นตอนที่ห้าคือการสื่อสารหรือที่เรียกว่า การทำคอนเทนต์ จากที่กล่าวมาข้างต้นเรื่องการสร้างตัวตน เมื่อเรามีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นของตนเองแล้ว การสร้างคอนเทนต์ก็ต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์นั้นด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้สีที่ตรงกับสีของแบรนด์ หรือ การใส่โลโก้เข้าไปในทุกคอนเทนต์ เป็นต้นค่ะ นอกจากนี้ในเรื่องของคอนเทนต์เราจำเป็นต้องสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นการ active ในช่องทางการสื่อสารของเราอยู่ตลอด เพราะหากเราไม่ทำการสื่อสารมาเป็นเวลานาน หรือ ไม่สม่ำเสมอ ผู้บริโภคจะไม่เห็นข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ของเรา และในที่สุดก็จะไม่มีใครรู้จักสินค้าและจดจำแบรนด์ของเราได้ค่ะ

ขั้นตอนที่ 6 ต้อง “ใช้สื่อให้เป็นประโยชน์”
ขั้นตอนที่หกคือการใช้สื่อให้เป็นประโยชน์ เพราะทุกวันนี้มี “สื่อ” อยู่รอบตัวผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม ซึ่งการเลือกใช้สื่อในการทำการ Online Marketing จึงเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญค่ะ ก่อนที่จะเลือกใช้สื่อเราต้องทราบก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายใช้เวลาอยู่บนสื่อใดมากที่สุดก่อน จากนั้นเราจึงค่อยผลิตคอนเทนต์ที่ต้องการจะสื่อสาร แล้วส่งไปยังกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าสินค้าของเรามีตัวตนอยู่จริง และสามารถแก้ปัญหาของพวกเขาได้จริง
ดังนั้นความสำคัญของการเลือกใช้สื่อคือต้องรู้จักผู้บริโภคให้มาก แล้วเลือกใช้ช่องทางนั้นทำการสื่อสารกับพวกเขาค่ะ หากเราไม่รู้ว่าลูกค้าที่แท้จริงของเราอยู่บนแพลตฟอร์มใด และใช้ช่วงเวลาไหนเลื่อนฟีดบ้าง การสื่อสารของเราจะไม่สามารถเข้าถึงพวกเขาได้ และถือว่าเป็นการสื่อสารที่สูญเปล่าค่ะ ตัวอย่างเช่น กลุ่มเป้าหมายของเราเป็นวัยรุ่น ใช้เวลาส่วนใหญ่ช่วงหัวค่ำกับการเล่น instagram แต่เราทำการสื่อสารกับพวกเขาในช่วงเช้าที่ช่องทาง facebook กลุ่มเป้าหมายก็จะมีโอกาสน้อยมากที่จะได้เห็นและได้รู้จักสินค้าของเรานั่นเองค่ะ

CONCLUSION
การใช้สื่อออนไลน์เป็นเพียงแค่ช่องทางที่ช่วยให้เราสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้ง่ายมากขึ้น แต่แพลตฟอร์มออนไลน์ไม่ใช่ทุกอย่างของการทำการ Online Marketing นะคะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการผลิตสินค้าและผลิตคอนเทนต์ที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค เราต้องรู้ว่าพวกเขามีปัญหาอะไร ต้องการสินค้าแบบใด ต้องการข้อมูลแบบไหนจากแบรนด์บ้าง ดังนั้น เราต้องสื่อสารให้ผู้บริโภคได้รับรู้เกี่ยวกับธุรกิจของเราให้มากที่สุด และ ต้องคำนึงถึงการสื่อสารที่จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้วยค่ะ
เรื่องของการทำ Online Marketing ไว้ใจให้ BUILK Creative House เป็นผู้ช่วยของคุณนะคะ เรามีบริการต่างๆมากมายที่จะพร้อมพัฒนาธุรกิจของคุณให้เติบโตไปอย่างยั่งยืนค่ะ



