ธุรกิจรับสร้างบ้านสีเขียว เมื่อ Gen Y กำลังสร้างบ้าน

ปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่ายุคไหนก็ตาม ยังคงเป็น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัย ถึงแม้คนในยุคปัจจุบัน จะมีปัจจัยด้านเทคโนโลยี และการสื่อสารเพิ่มขึ้นมา จนกลายเป็นว่า โทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ทกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิตยุคใหม่ไปแล้ว และในอนาคตอาจจะมีปัจจัยที่ 6-7-8 เกิดขึ้นมาอีก จากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด

ถึงแม้ปัจจัย 4 ดั้งเดิมยังคงอยู่ไม่เคยเปลี่ยน และคงไม่มีใครที่ใช้ชีวิตอยู่ได้ โดยขาด 4 อย่างนี้ แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผู้บริโภคแต่ละยุค มีมุมมองเรื่องคุณค่าของสิ่งต่างๆ รอบตัวเปลี่ยนแปลงไป ไม่เว้นแม้แต่เรื่องปัจจัย 4 เหล่านี้

เจนเนอเรชั่น ที่นักการตลาดพูดถึงกันบ่อยๆ ทำให้เราเข้าใจว่า ผู้บริโภคแต่ละยุค มองโลกด้วยเลนส์ที่แตกต่างกัน ของอย่างเดียวกัน กลับเห็นไม่เหมือนกัน และให้คุณค่าไม่เหมือนกัน เช่น การกินของผู้บริโภคยุคมิลเลนเนียล หรือเจน Y ใส่ใจเรื่องสุขภาพ มากกว่าคนเจนเนอเรชั่น X เมื่อสมัยอายุเดียวกัน หรือ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ชอบใส่เสื้อผ้าที่มีแบรนด์ขนาดใหญ่ติดตัว เพราะรู้สึกเหมือนเป็นบิลบอร์ดให้สินค้า มากกว่าเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคม

เมื่อมองในมุมที่อยู่อาศัยก็เช่นกัน คนยุคเบบี้บูมเมอร์ เมื่อคิดจะสร้างบ้านอยากได้บ้านขนาดใหญ่ ที่กว้างขวาง มีพื้นที่โชว์ของสะสม และเก็บรูปถ่ายความทรงจำของตัวเอง, คนเจเนอเรชั่น X มองบ้านที่ฟังก์ชั่นลงตัว และดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ แล้ว ผู้บริโภคเจอเนอเรชั่น Y ที่กำลังเริ่มสร้างบ้าน มีมุมมองที่เปลี่ยนไปอย่างไร?

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจ พฤติกรรมโดยรวมของคนเจเนอเรชั่น Y ซึ่งเกิดตั้งแต่ปี 1981-1996 กันเสียก่อน คนยุคนี้ในประเทศเรา ถูกเลี้ยงดูมาโดยพ่อแม่ยุคเบบี้บูมเมอร์ตอนปลาย หรือเจเนอเรชั่น X ตอนต้น ซึ่งพ่อแม่ของเขา ทำงานหนัก สร้างตัว และส่งเสริมลูกให้ได้รับการศึกษาสูงๆ ได้มีโอกาสเดินทางหาประสบการณ์ใหม่ๆ เขาเกิดมาในยุคเศรษฐกิจเจริงรุ่งเรือง และเคยผ่านเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญโดยเป็นผู้สังเกตุการณ์ ช่วงเป็นวัยรุ่น เค้าได้เจอกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากยุคอนาล็อกสู่ยุคดิจิทัล โลกทั้งใบย่อมาให้คนเจน Y มองเห็นง่ายขึ้นกว่าเดิม ด้วยอินเตอร์เน็ท และสมาร์ทโฟน

คนเจน Y จำนวนไม่น้อย ถูกเลี้ยงดูมาโดยการเติมเต็มความต้องการพื้นฐาน ไม่ต้องลำบาก ปากกัดตีนถีบ เหมือนคนรุ่นก่อนเสพสื่อ เห็นโลกกว้างกว่า เริ่มตั้งคำถามที่แตกต่างจากคนเจนเนอเรชั่นก่อนหน้า เริ่มใส่ในเรื่องรอบๆ ตัว อะไรคือแพชชั่นของชีวิต การที่จะมีชีวิตที่ความหมายอย่างอื่นนอกจากแค่เงิน การทำงานเพื่อสังคม และการใส่ใจสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่คนเจนเนอเรชั่นก่อน ทิ้งภาระไว้ให้เค้าแก้ เป็นปัญหาใหญ่มากอย่างเรื่อง Climate Change 

การบริโภคของคนเจน Y ไม่ได้มองแค่เรื่องฟังก์ชั่นสินค้า หรือ ราคา เท่านั้น ถ้าหากแบรนด์มีความมุ่งหวัง (Purpose) ที่สอดคล้องกับคุณค่าของตัวเค้าแล้ว ผู้บริโภคกลุ่มนี้มีแนวโน้มที่จะสนใจ เลือกซื้อ สนับสนุน และเป็นปากเป็นเสียงแทนแบรนด์อีกด้วย เช่น เทรนด์ร้านค้าที่ไม่แจกถุงพลาสติก, ร้านอาหารที่ใช้วัตถุดิบออร์กานิค หรือ ร้านรีฟิล สบู่ แชมพู น้ำยาล้างจาน โดยใช้ขวดรีไซเคิล

ผู้บริโภคกลุ่มนี้ การศึกษาดี ทำงานที่มั่นคง หรือเป็นเจ้าของธุรกิจตั้งแต่อายุยังน้อย อาจจะเป็นกลุ่มที่ถูกเรียกว่า HENRY (High Earning Not Rich Yet) ใช้เงินซื้อประสบการณ์และคุณค่าต่างจากคนรุ่นก่อน อย่างชัดเจน และในการเลือกซื้อแต่ละอย่าง จะต้องมีข้อมูลในการตัดสินใจอย่างมาก อ่านรีวิว รับฟังที่มาเบื้องหลังสินค้าและบริการเหล่านั้นผ่านช่องทางต่างๆ ในตลาดสินค้าอุปโภคทั่วไป คนเจน Y มีแนวโน้มที่จะเลือกแบรนด์หรือผู้ให้บริการที่เชื่อใน Purpose เดียวกับเค้า และลงมือทำอย่างนั้นจริงๆ

วันนี้ คนเจน Y กำลังกลายเป็นผู้บริโภคกลุ่มที่มีกำลังซื้อมากขึ้น และกำลังเริ่มซื้ออสังหาริมทรัพย์ เริ่มสร้างที่อยู่อาศัยของตัวเอง ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด หลายคนเรียนจบ เก็บเงินกลับไปปลูกบ้านและทำงานที่บ้านเกิดเพราะโอกาสในท้องถิ่นกำลังขยายตัว เขากำลังต้องการบ้านแบบไหน? เลนส์ที่เค้าใช้มองโลก มีผลอย่างไรกับการเลือกสร้างบ้าน หนึ่งในปัจจัย 4 ของเค้าหรือไม่?

มีผู้รับเหมาและบริษัทรับสร้างบ้านมากมาย ให้คนเจน Y เลือก และหาข้อมูลไม่ยากเลยในอินเตอร์เน็ท ทุกแบรนด์ก็ล้วนแต่ออกแบบสวยงาม มีผลงานที่ผ่านมา น่าเชื่อถือไม่ต่างกันเท่าไหร่ แล้วคนเจน Y จะเลือกใคร?

ผู้รับเหมาและธุรกิจรับสร้างบ้าน ควรจะเริ่มหันมามองพฤติกรรมของลูกค้า Gen Y มากขึ้น บ้านประหยัดหลังงาน Smart Home และเทรนด์อาคารสีเขียว ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คือ สิ่งที่ว่าที่เจ้าของบ้าน Gen Y เหล่านี้ กำลังต้องการการใส่อุปกรณ์ IoT Sensors และ Smart นู่นนี่ คงทำได้ไม่ต่างกัน และปัจจุบันก็ราคาถูกลงมากๆ แต่การเป็นธุรกิจรับเหมา/รับสร้างบ้าน ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ดูจะเป็นเรื่องที่สร้างยากกว่ามาก

เขียวครบวงจร : ออกแบบ-ระหว่างก่อสร้าง-การใช้อาคาร

การจะสร้างบ้านให้สอดคล้องกับมาตรฐานอาคารเขียว อย่าง LEED Certified Home ดูจะเป็นเรื่องที่แพงเกินจำเป็น จนชาว HENRY อาจจะเอื้อมไม่ถึง แต่การมีกระบวนการที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับมาตรฐานเหล่านี้ ตั้งแต่การออกแบบเพื่อการประหยัดพลังงาน การเลือกใช้วัสดุฉลากเขียว วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจัดการไซต์ก่อสร้างที่ลดผลกระทบกับพื้นที่รอบข้าง มาตรการรีไซเคิลขยะจากไซต์งาน รวมไปถึงการจัดการอาคาร การดูแลรักษาอาคาร ก็เป็นการสร้างความแตกต่างให้ผู้รับเหมาอย่างชัดเจน

วัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในประเทศไทยมี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เป็นหน่วยงานหลักในการรับรอง ฉลากเขียว ซึ่งผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น ถึงแม้จะไม่ใช่อาคารขนาดใหญ่ แต่การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ได้การรับรองฉลากเขียว ก็เป็นแสดงความใส่ใจของผู้รับเหมา/ธุรกิจรับสร้างบ้าน ต่อเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน

ระบุไปเลยใน BOQ ตั้งแต่ตอนเสนอราคาเลยว่า รายการนี้ Green…เหมือนเมนูร้านอาหาร ที่ระบุว่าใส่วัตถุดิบจากธรรมชาติ ถ้าผู้รับเหมา/ธุรกิจรับสร้างบ้าน ไม่สื่อสารว่าเราใส่ใจเรื่องนี้ ผู้บริโภคก็คงไม่มีทางรู้ได้

นอกจากนี้ ในขั้นตอนงานออกแบบ หากมีโอกาสออกแบบให้เลือกใช้วัสดุที่เหลือเศษน้อย ถือเป็นการลดขยะและลดความสูญเสียได้เป็นอย่างดี 

ระหว่างการก่อสร้าง การดูแลความสะอาดของไซต์งาน ไม่ปล่อยของเสียออกสู่พื้นที่ข้างเคียง ทำท่ออุดตัน หรือแม้แต่การคัดแยกขยะ ก็เป็นความใส่ใจเล็กๆ น้อยๆ ที่มีช่วยให้การจัดการไซต์งานดีขึ้น เศษวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เมื่อคัดแยกอย่างถูกต้อง สามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น และนำมาเป็นเงินเบี้ยเลี้ยงให้คนงานในไซต์ได้ 

จากความเชื่อสู่พฤติกรรมที่ทำ พัฒนาสู่แบรนด์ธุรกิบรับสร้างบ้านสีเขียว

ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นการเพิ่มงานจุกจิก แต่การพัฒนากระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสื่อสารวิธีคิดและผลงานออกไปในทุกช่องทาง (เว็บไซต์, facebook, ig) อย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยสร้างแบรนด์สรเขียว กับธุรกิจของคุณได้ ทำให้ลูกค้า Gen Y เลือกใช้บริการของคุณ ที่ตรงกับคุณค่าในใจเค้ามากขึ้น ไม่ใช่เพียง เลือกผู้รับเหมาสร้างบ้าน จากรายที่เสนอราคาต่ำที่สุด เท่านั้น

 

 

 

X