6 กฎเหล็ก บริหารกระแสเงินสด ให้ธุรกิจรุ่งโดยธนาคารกสิกรไทย

6 กฎเหล็ก บริหารกระแสเงินสด ให้ธุรกิจรุ่ง

เงินสด คือ สิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การจะพิจารณาว่าสายป่านใครสั้นยาวแค่ไหนก็ดูได้จากปริมาณเงินสดที่เข้าๆออกๆ ในธุรกิจแต่ละวัน แต่ละเดือน ซึ่งปริมาณเงินที่หมุนเวียนเข้าออกนี่เองที่เราเรียกว่า กระแสเงินสด และ การบริหารกระแสเงินสด ที่หมุนเวียนเข้าออกก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้วัดว่าธุรกิจของคุณจะรุ่งหรือร่วงได้เลยทีเดียว ดังนั้น…เรามาทำความรู้จักกับกฎเหล็ก 6 ข้อที่จะช่วยให้เรา บริหารกระแสเงินสด ให้ธุรกิจรุ่ง

1. รักษาสภาพคล่อง

คือ มีรายรับเพียงพอกับรายจ่าย หรือมีเงินเพียงพอเมื่อถึงเวลาที่ต้องจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเอสเอ็มอีต้องหมั่นติดตามตรวจสอบ กระแสเงินสด เข้าออกของธุรกิจอย่างใกล้ชิด เพราะรายรับและรายจ่ายทั้งหลายนั้นต่างก็มีวงจรหรือช่วงเวลาของมันอยู่ เช่น ธุรกิจซื้อสินค้ามาขาย 1 ชิ้น ได้เครดิตเทอมจากซัพพลายเออร์ (จ่ายเงินให้ผู้ขายสินค้า) 30 วัน แต่สินค้าชิ้นนี้กว่าจะขายได้ใช้เวลา 45 วัน ดังนั้นระยะเวลาส่วนต่าง 15 วันที่ยังไม่ได้รับเงินค่าสินค้านี่เองที่ธุรกิจต้องมีเงินมาหมุนใช้ในธุรกิจให้เพียงพอ ทั้งนี้ในความเป็นจริงธุรกิจไม่ได้ซื้อขายสินค้าทีละชิ้น และยังต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าน้ำค่าไฟ เงินเดือนพนักงาน หนี้การค้า หนี้บัตรเครดิต หรือหนี้เงินกู้ที่ธุรกิจต้องจ่าย ทำให้ต้องบริหารกระแสเงินสดในมือให้เพียงพอ ถึงจะเรียกว่ามีสภาพคล่อง เพราะหากบริหารเงินในส่วนนี้ไม่ได้จะกลายเป็นปัญหาให้ธุรกิจสะดุดถึงขั้นหยุดชะงักได้เลยทีเดียว

2. ถือเงินสดให้เหมาะสม

ความเหมาะสมในการถือเงินสด คือ การมีเงินสดเพียงพอต่อการหมุนเวียนในวงจรปกติของธุรกิจ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป คือไม่น้อยจนติดขัดขาดสภาพคล่อง แต่ก็ไม่มากจนเสียโอกาสในการเอาไปลงทุนสร้างผลตอบแทนให้งอกเงย เนื่องจากการถือเงินสดนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาส และเงินมีมูลค่าลดลงจากอัตราเงินเฟ้อ จึงควรนำไปหาประโยชน์ให้ธุรกิจ เช่น นำไปลดภาระเงินกู้ยืมเพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ลงทุนในตราสารอายุสั้น หรือนำไปขยายธุรกิจตามสมควร เป็นต้น

3. หาเงินทุนมาเติมส่วนที่ขาด

สำหรับเอสเอ็มอีที่มี กระแสเงินสด ไม่เพียงพอหมุนเวียนในธุรกิจ จำเป็นต้องจัดหาเงินมาเติมในช่องว่างส่วนที่ขาด เช่นจากตัวอย่างข้างต้น ถ้าใน 15 วันธุรกิจไม่สามารถหาเงินมาหมุนเวียนระหว่างรอลูกค้าจ่ายเงินได้ ก็อาจหาต้องทางออกด้วยการเจรจาขอให้ลูกค้าจ่ายเงินให้เร็วขึ้น หรือเจรจาขอยืดระยะเวลาการจ่ายหนี้กับซัพพลายเออร์ หรืออาจจำเป็นต้องหาเงินทุนด้วยการเพิ่มทุนจากหุ้นส่วน หรือการกู้ยืมเงินจากแหล่งต่างๆ แต่ในการกู้ยืมนั้น ต้องคำนึงถึงภาระดอกเบี้ยที่ตามมาด้วย ว่าธุรกิจสามารถรองรับภาระในส่วนนี้ได้หรือไม่

4. พยากรณ์การใช้เงิน

ธุรกิจต้องสามารถพยากรณ์ กระแสเงินสด ทั้งรายรับและรายจ่าย ในระยะสั้น และระยะยาวได้ เพื่อกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์ให้ธุรกิจ รวมถึงวางแผนการใช้เงินได้อย่างถูกต้อง ทั้งยังส่งผลถึงแผนการผลิต แผนการขายและการตลาด และนโยบายการให้เครดิตเทอมแก่ลูกค้าหรือระยะเวลาที่ลูกค้าแต่ละรายจะต้องจ่ายเงิน เพื่อให้เพียงพอกับวงจรเงินสดของธุรกิจ

5. ประเมินความเสี่ยง

ทั้งในระดับอุตสาหกรรมและในระดับธุรกิจ หมายถึงประเมินความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกับเรา เช่น สถานการณ์เศรษฐกิจ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน หรือความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องประเมินความเสี่ยงในระดับธุรกิจ คือ การประเมินธุรกิจตัวเองเปรียบเทียบกับคู่แข่ง เช่น การบริหารต้นทุน การลดค่าใช้จ่าย เป็นต้น เพื่อดูว่าธุรกิจของคุณมีความสามารถในการแข่งขันเป็นเช่นไร และจำเป็นต้องปรับปรุงกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อการแข่งขันหรือลดความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งในบางกลยุทธ์อาจจำเป็นต้องใช้เงินสดในการลงทุน

6. สำรองเงินไว้เผื่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน

เพราะอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้เสมอ เช่น ไฟไหม้ ค่าเงินผันผวน คนงานนัดหยุดงาน หรือลูกค้าหลักยกเลิกคำสั่งซื้อ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจึงควรมีเงินสดหรือทรัพย์สินที่ซื้อง่ายขายคล่องสำรองเตรียมพร้อมไว้เสมอ เผื่อวันใดที่จำเป็นต้องใช้จะได้มีไว้ใช้ประคับประคองให้ธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้

 

ทั้งนี้ในการบริหาร กระแสเงินสด สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในยุคดิจิทัล ต้องเรียนรู้ที่จะใช้บริการดิจิทัลแบงกิ้งให้ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากในยุคดิจิทัลเช่นนี้เอสเอ็มอีสามารถการสั่งจ่ายด้วยเช็ค จ่ายเงินเดือนเข้าบัญชีพนักงาน โอนเงินให้แก่ลูกค้าและผู้ผลิตวัตถุดิบผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ เรียกได้ว่าเงินเข้าก็บอก เงินออกก็รู้ แทบจะในทันที ซึ่งจะช่วยทำให้สามารถบริหาร กระแสเงินสด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็วยิ่งขึ้น

X